โลกไอทีGadget IT
ปัจจัยในการเลือกหูฟัง มีดังนี้ครับ
1. เลือกให้เหมาะกับกิจกรรม
ถ้าใช้ขณะออกกำลังกาย ต้องเลือกที่แน่นกว่าปกตินิดหน่อย กันน้ำและกันเหงื่อ เลือกที่คุณภาพเสียงกระตุ้นให้คุณตกอยู่ในภวังค์ของการออกกำลังกาย
ถ้าใช้ตอนระหว่างเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ก็ต้องเล็กกะทัดรัด แบตเตอรี่ทน
ถ้าใช้ตอนทำงาน ก็ต้องให้ไมค์คมชัด และ เน้นเสียงลำโพงที่กว้างชัดเจน
ถ้าใช้ตอนพักผ่อนส่วนตัว ก็เน้นคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด และ มีขนาดที่ใส่แล้วสบายหู
ไม่ต้องซื้อหูฟังให้ครบทั้ง 4 แบบก็ได้นะครับ คูณสามารถมีหูฟังสัก 2 อันก็พอ คือ อันหนึ่งไว้ที่ทำงาน เลิกงานแล้วก็เก็บไว้ในลิ้นชัด และ อีกอันหนึ่งพกติดตัวไปไหนต่อไหนด้วย ใช้ทั้งออกกำลังกายและใช้เวลาพักผ่อนส่วนตัว
2. ดีไซน์หูฟัง
ดีไซน์ที่มีในท้องตลาด ก็มี 4 แบบ คือ
in-ears (ยื่นเข้าไปในรูหู)
earbuds (วางบนใบหู)
onEars (ครอบแบบวางลงบนใบหู)
Fullsize (ครอบใบหูเต็ม)
ถ้าคุณกำลังจะซื้อครั้งแรก แนะนำให้ไปหาหูฟังที่แถมมากับมือถือ มาลองใส่หูฟังสัก 1-2 ชั่วโมงดูก่อน แล้วเอาความรู้สึกนั้นมาวัดตอนจะเลือกซื้อว่า จะซื้อดีไซน์ไหนดี
หูฟังแบบครอบหู เหมาะสำหรับคนที่ชอบเก็บตัว มีบุคลิกที่พูดน้อย เพราะมนุษย์เราเมื่อมีอะไรมาครอบหูแล้ว จะรู้สึกหลบเข้าไปในโลกส่วนตัว ตัดขาดจากภายนอก และ หูฟังแบบครอบหูยังสกปรกง่าย และ ร้อนด้วยครับ ถ้าคุณเลือกวัสดุที่ไม่ดี
3. คุณภาพเสียง และ โทนเสียงที่คุณชอบ
หูฟังจะมี 3 ย่านโทนเสียง คือ เสียงทุ้ม (เบส) , เสียงกลาง (กว้าง) , เสียงแหลม (สูงใส) เรื่องนี้ คุณต้องได้ลองฟังเท่านั้นครับ และ แน่นอนทุกคนที่มีหูฟัง ต้องผ่านการเจ็บตัวกว่าจะหาหูฟังที่มีโทนเสียงที่ตัวเองชอบ
อีกอย่าง หูฟังจะมีเสียงขับที่เพราะ ก็ต่อเมื่อเบิร์นอย่างถูกต้อง และ ยาวนานอย่างเหมาะสม ด้วยคลื่นเสียงที่เหมาะสม
4. มีสาย หรือ ไร้สาย
แบบมีสาย ได้เปรียบที่คุณภาพเสียงดีกว่า เพราะใช้แอมพลิฟลายเออร์ของอุปกรณ์ที่มันไปต่อเข้าด้วย และ สัญญาณเสียงเสถียรกว่า ทำให้เกมเมอร์ถึงชอบใช้แบบมีสาย แต่พกพาไม่สะดวก
แบบไร้สาย ได้เปรียบที่คล่องตัวในการใช้งาน พกพาสะดวก แต่ข้อจำกัดเรื่องขนาดของแอมพลิฟลายเออร์ในตัวหูฟัง
ถ้าคุณต้องใช้เสียงคุณภาพสูง ๆ ต้องใช้แบบมีสายครับ แต่ถ้าคุณ คือ ผู้ฟังทั่วไป แนะนำแบบไร้สายครับ
5. การตัดเสียงรบกวน
มี 2 แบบ คือ Active กับ Passive
Active Noise Control ใช้กระแสไฟฟ้ามาแยกเสียงของคุณ (หมายถึง เสียงที่มาจากมือถือของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง หรือ เสียงคู่สนทนา) กับ เสียงรอบตัว ออกจากกันก่อน
แล้วใช้กระแสไฟฟ้าลดเสียงรอบตัวให้เบาลง แล้วเพิ่มเสียงของคุณให้ดังขึ้น
Passive Noise Canceling ใช้ดีไซน์ในการตัดเสียงรบกวน จึงมีราคาถูก เพราะใช้แค่การออกแบบให้เป็นจุดอุดหูเรา ทำให้เราได้ยินแต่เสียงตัวเราเอง
เวลาซื้อ ให้เลือกที่มีเทคโนโลยี Active Noise Control ไว้ก่อนครับ
6. เล่มเกมส์ไหม
ถ้าคุณเล่นเกมส์ ต้องเลือกหูฟังที่รองรับเกมส์โดยเฉพาะ เพราะจะมีตัวช่วยลดการดีเลย์ของเสียง ภาพและเสียงตรงกันมากขึ้น รวมถึงออกแบบมาให้ร้อนน้อยที่สุดด้วย
7. ใช้คุยด้วยหรือไม่
ถ้าใช้คุยด้วย ไมค์หูฟังไร้สายที่มีคุณภาพมาก ๆ จะมีราคาสูง (แพงเพราะไมค์และชิปในการประมวลผล) ตัวเริ่มต้น ก็ 3 พันบาทขึ้นไป ถ้าเอาที่มีคุณภาพสูง ก ๆ ก็มีหลายหมื่นบาทได้
แต่ถ้างบน้อย ก็มีทางเลือกเยอะ แต่คุณภาพจะลดลงมาในเรื่องความคมชัดของเสียง แต่ไปให้ความสำคัญที่ความดังของเสียงแทนก็ได้ครับ
ดังนั้น ถ้างบน้อย ให้เลือกหูฟังที่ไมค์ดูดเสียงเราได้เยอะ แล้วทำให้ปลายทางได้ยินเสียงเราดัง ๆ ก็ทดแทนคุณภาพความคมชัดของเสียงที่หายไปได้ครับ
บทสรุป
สรุปแล้ว จากประสบการณ์หูฟังไร้สายที่มีคุณภาพดีทั้งเสียงและไมค์ หาได้ทั่วไปในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,800 บาทครับ แต่ราคาก็ไม่ได้เป็นเกณ์อย่างเดียวที่ใช้วัดนะครับ บางแบรนด์แม้จะมีราคาถูก แต่คุณภาพก็เกินราคาไปเยอะเลย
ถ้าคุณกำลังจะซื้อครั้งแรก ทางที่ดีที่สุด ‘อย่าซื้อตัวแพงแรงเกินไป’ ครับ
ให้ซื้อตัวล่าง ๆ หลักร้อย มาหาจุดที่เหมาะกับตัวคุณเองก่อน แล้วเก็บประสบการณ์ ข้อดี ข้อเสียของตัวล่าง ๆ มาหาในตัวหูฟังที่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น ราคาสูงขึ้นครับ
ทุกคนที่เจอหูฟังคู่หูของตัวเอง .. ย่อมแต่ล้วนบาดเจ็บ ซื้อแล้วทิ้ง ซื้อแล้วทิ้ง กันมาหลายคู่ครับ มัน คือ วิถีของชาวเราครับผม















