เรื่องเล่าจากนายแทมเก็บมาจากโซเชียล
หากโลกร้อนขึ้น0.8 องศาเซลเซียส จะเป็นอย่างไร คำตอบปรากฏอยู่บนจอวีดิทัศน์ขนาดยักษ์ฉายให้เห็นภาพหมีขาวโดดเดี่ยวอยู่บนก้อนน้ำแข็งไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรง ภูเขาน้ำแข็งทั่วโลกทลาย เกิดพายุเฮอริเคนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ฯลฯ

ภาวะโลกร้อน
แล้วถ้าโลกร้อนขึ้นอีก1 องศาเซลเซียส ก่อนจะเพิ่มเป็น 2 องศาเซลเซียส และ 3 องศาเซลเซียส ภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
เมื่อเพิ่มขึ้น4-5 องศาเซลเซียส มหานครใหญ่ๆ ของโลก เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ หรือแม้แต่ กรุงเทพฯ และอีกหลายๆ เมืองทั่วโลกจะกลายเป็นเมืองบาดาลในชั่วพริบตา คลื่นมหาชนผู้ประสบภัยทั่วโลกจะเคลื่อนย้ายถิ่นฐานครั้งมโหฬาร
พอเพิ่มถึง6 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจคาดเดาได้อีกต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์และโลกใบนี้ !?!

ภาวะโลกร้อน
เหล่านี้คือปฐมบทจากสารคดี Six Degrees Could Change the World หรือ อุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส เปลี่ยนแปลงโลก นำเสนอแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิทั้ง 5 ทวีป จัดทำโดยเนชั่นแนล จีโอ กราฟฟิก โดยมีแรงบันดาลใจจากหนังสือ Six Degrees ซึ่ง มาร์ค ไลนัส นักข่าวและนักอนุรักษนิยมชาวอังกฤษค้นคว้าบทความทางวิชาการหลายหมื่นชิ้น เพื่อเผยให้เห็นความน่าสะพรึงกลัวของอุณหภูมิโลกที่จะเพิ่มขึ้น 6 องศาเซลเซียส ในอีก 100 ปีข้างหน้า
"สภาวะโลกร้อนไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ของอุณหภูมิโลก แต่จริงๆ แล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในโลก นั่นเป็นเหตุผลให้เราได้เห็นทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การเกิดน้ำท่วมและสภาวะแห้งแล้งในพื้นที่เดียวกันอย่างต่อเนื่อง" ไลนัส วิทยากรสารคดีชุดนี้ เปรยขึ้น

ภาวะโลกร้อน
ถ้าให้ทุกคนลองจินตนาการถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไลนัส อาจช่วยไขภาพความเป็นจริงของภาวะโลกให้เข้าใจง่ายขึ้น เพราะใครเลยจะคิดว่าสารพิษที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียรถคุณวันนี้ จะทำให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายในอีก 50 ปีข้างหน้าได้ !
หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีก1 องศาเซลเซียส พื้นดินชั้นบางๆ เพียงไม่กี่เซนติเมตรที่ปกคลุมผืนทรายทางตะวันตกของอเมริกา จะแปรเปลี่ยนเป็นพายุฝุ่นที่มีความรุนแรง ซัดพาตะกอนดินปลิวหายไปในอากาศ หลงเหลือเพียงทะเลทรายอันแห้งแล้งในชั่วพริบตา
ส่วนธารน้ำแข็งขนาดยักษ์ในกรีนแลนด์อายุ1.5 แสนปี ก็กำลังละลายลงสู่ทะเล โดยเฉพาะแผ่นน้ำแข็ง "จาคอบชวาน" ในกรีนแลนด์เป็นแผ่นน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวเร็วที่สุดในโลก 40 เมตรต่อวัน หากอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้แผ่นน้ำแข็งละลาย เพียงแค่ 2 วันก็เท่ากับปริมาณน้ำที่ใช้ในเมืองนิวยอร์ก 1 ปี
ณ สวิส แคมป์ ศูนย์วิจัยที่สร้างขึ้นกลางแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของ ดร.คอนราด สเตฟเฟนส์ ติดตั้งสถานีอากาศเต็มรูปแบบ 23 สถานี เพื่อวัดค่าสภาพอากาศทุก 15 นาที เพื่อป้อนข้อมูลแก่โมเดลภาวะโลกร้อนทั่วโลก นักวิจัยน้ำแข็งยังขุดสำรวจแผ่นน้ำแข็งในพื้นที่ต่างๆ และค้นพบลักษณะแปลกประหลาดและอันตรายที่สุดของแผ่นน้ำแข็ง
แอ่งน้ำขนาดใหญ่ดั่งโอเอซีสกลางทะเลทรายแต่ที่นี่เป็นน้ำแข็งที่ละลายอยู่บนก้อนน้ำแข็งมหึมา และมีช่องทางให้น้ำไหลไปตามเส้นทางของมันทะลุทะลวงก้อนน้ำแข็งลึกไปยังแผ่นหินเบื้องล่าง จนเกิดเป็นโพรงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "มูแลง" โดยน้ำแข็งที่ละลายแล้วจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมานั้น เป็นสาเหตุทำให้แผ่นน้ำแข็งเคลื่อนตัวสู่มหาสมุทรเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเคลื่อนตัวเร็วเท่าไร โอกาสที่แผ่นน้ำแข็งจะละลายเร็วก็มีมากขึ้นเท่านั้น

ภาวะโลกร้อน
เมื่อเวลานั้นมาถึง หายนะ ก็จะมาเยือนโลก !
หากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจะเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 7 เมตร ซึ่งมากพอจะท่วม ลอนดอน นิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ กทม. และอีกหลายๆ เมือง หากอุณหภูมิเพิ่มเป็น 2 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่า มันเกินจะเยียวยาโลกแล้ว เพราะสมดุลธรรมชาติอันอ่อนไหว ตั้งแต่ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก จนจรดส่วนที่ลึกที่สูงของโลกมหาสมุทร จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
โอฟ เฮิก กัลต์เบิร์ก นักชีววิทยาทางทะเลประจำมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เฝ้าติดตามความเปลี่ยนแปลงของปะการัง ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง ที่เกรทแบริเออร์รีฟ แหลมเคปยอร์ก รัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งปะการังใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการเรียกขานว่า สิ่งก่อสร้างที่มีชีวิต กำลังตกอยู่ในอันตรายจากน้ำทะเลที่อุ่นเกิน30 องศาเซลเซียส ปะการังเริ่มพ่นสาหร่ายที่จำเป็นต่อการยังชีพออกมา แล้วมันก็ล้มตายลง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสายพันธุ์ที่หากินตามแนวปะการังล้มตายดั่งโดมิโน
สัญญาณแห่งความตายจากชายฝั่งทะเลยังแพร่ปกคลุมไปถึงก้นทะเลลึกในมหาสมุทร ซึ่งเปรียบเสมือนอ่างเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วเพียงไม่กี่มิลลิเมตร อย่าง โฟแรม และคอดโคลิโธฟอร์ ต้องใช้ประโยชน์จากคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเล เพื่อสร้างเปลือกและโครงกระดูกของมัน แต่เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์มีมากเกินไป ก็ย้อนกลับมาทำลายชีวิตของมันเอง จากภาวะน้ำทะเลเป็นกรด ทำลายเปลือกและโครงกระดูก และไม่ว่าสัตว์ทะเลหน้าตาเป็นอย่างไร ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ล้วนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันหมด

ภาวะโลกร้อน
เมื่ออุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเป็น3 องศาเซลเซียส อะเมซอน ผืนป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก อาจจะกลายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 2548 อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส อะเมซอนต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้แม่น้ำอะเมซอนสายที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห้งขอดจนมองเห็นผืนดิน ต่อจากนั้นก็เกิดไฟป่าเผาผลาญผืนป่า ทำลายแหล่งกำเนิดน้ำเป็นวงกว้างถึง 2,500 ตารางกิโลเมตร
"ภาวะโลกร้อนกำลังนำหายนะมาสู่ป่าไม้ในภูมิภาคนี้" แดเนียล เนปสแตด ผู้ศึกษาผืนป่าอะเมซอนมา 25 ปี ระบุ
และเมื่ออุณหภูมิโลกขยับขึ้นมาอีก4 องศาเซลเซียส ยอดเขา หิมาลัย ที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปีจะเหลือเพียงตำนาน แม่น้ำสายสำคัญที่เกิดจากเทือกเขาหิมาลัย โดยเฉพาะแม่น้ำคงคาจะถึงกาลอวสาน
ชวามี ซันดารานันต์ นักพรตวัย 80 ปี เคยบันทึกภาพธารน้ำแข็งต้นแม่น้ำเมื่อปี 2499 อีก 15 ปีต่อมาเขากลับไปเยือนธารน้ำแข็งอีกครั้งและพบกับความหวั่นวิตก
"เมื่อ 50 ปีก่อนผมเดินเท้าขึ้นไปยังธารน้ำแข็งถึงฐานเมรูพีด พอกลับไปอีกครั้งธารน้ำแข็งก็หายไปหมดแล้ว เวลาที่ผมเห็นธารน้ำแข็งละลายไป ผมรู้สึกกังวลใจมาก แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา" ชวามี บอกความในใจ ขณะที่ภาพภ่ายดาวเทียมขององค์การนาซาก็ยืนยันถึงความสูญเสียลักษณะเดียวกัน
หากยังเป็นเช่นนี้เรื่อยๆอีก 100 ปีข้างหน้า การเกษตร การผลิตไฟฟ้าจากน้ำ การคมนาคม การทำเหมืองแร่ และสัตว์ป่าริมสองฝั่งแม่น้ำคงคาจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยลำดับแรกจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ก่อน แต่หลังจากนั้นจะเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนักตลอดทั้งปี

ภาวะโลกร้อน
เมื่อโลกเดินทางถึงจุดเดือดที่อุณหภูมิสูงขึ้นอีก5-6 องศาเซลเซียส ไลนัส เชื่อว่า มนุษย์ไม่สามารถทนความเปลี่ยนแปลงอันโหดร้ายเช่นนี้ได้ เขา บอกว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อภาพแห่งฝันร้ายของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ หากโลกร้อนขึ้นอีก 6 องศาเซลเซียส จริง มหาสมุทรจะกลายเป็นสีฟ้าสดใส ภัยธรรมชาติจะเป็นเรื่องธรรมดา และทะเลทรายจะแผ่ปกคลุมทวีปต่างๆ ดั่งกองทัพที่มีชัยไปทั่วทุกแคว้น ชีวิตของเราก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกพยายามหาหนทางหยุดโลกร้อนไว้ที่2 องศาเซลเซียส พวกเราทุกคนก็สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ ก่อนที่มันจะสายเกินเยียวยา ร่วมหาคำตอบได้ใน "Six Degrees Could Change the World" ทางเนชั่นแนล จีโอ กราฟฟิก แชนแนล ทรูวิชั่นส์ ตลอดเดือนมีนาคมนี้
ลำดับหายนะ
-- 1 ํ --
- มหาสมุทรอาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็งเป็นเวลา 6 เดือน ปิดเส้นทางเดินเรือ "นอร์ทเวสต์ พาสสาจ" เส้นทางเชื่อมระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเคยสร้างตำนานแห่งการผจญภัยให้นักบุกเบิกเผชิญหน้ากับความตาย ขณะพยายามแล่นเรือฝ่าแผ่นน้ำแข็ง และสภาพอากาศเลวร้ายอันแสนหนาวเหน็บมานักต่อนัก
- กระแสน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้หลายพันครัวเรือนบริเวณอ่าวเบงกอลจมหายอยู่ใต้น้ำ
- พายุเฮอริเคนอาจเข้าโจมตีมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้
- เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงทางภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ตลาดขาดแคลนข้าวและเนื้อสัตว์
- พื้นที่ด้านฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จะแปรเปลี่ยนเป็นทะเลทราย
- วิถีเกษตรกรรมในประเทศอังกฤษจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไร่องุ่นกว่า 400 แห่ง แหล่งผลิตไวน์รสเลิศจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
-- 2 ํ --
- ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์ค่อยๆ ละลายหายไป "จาคอบชวาน" ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ กลายเป็นธารน้ำแข็งที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดในโลก
- เมื่อน้ำแข็งในทะเลลดน้อยลง หมีขั้วโลกเหนือจะตกอยู่ในสภาวะอันตรายและถึงขั้นเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
- แมลงอาจอพยพไปพื้นที่ใหม่ๆ เช่น ด้วงสนอาจทำลายป่าไม้ทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา
- ขั้วโลกเหนือของประเทศแคนาดา บริเวณพื้นราบจะมีป่าไม้จากเดิมที่ไม่เคยมีมาก่อน
- ประเทศตูวาลูในหมู่เกาะแปซิฟิก อาจจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
- ระบบนิเวศทางทะเลจะเกิดผลกระทบรุนแรง ทำให้ปะการังเขตร้อนตายหมดสิ้น
-- 3 ํ--
- ป่าอะเมซอนจะแห้งเหือดและเกิดไฟป่าซ้ำซาก ทำให้ผืนป่าอะเมซอนเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ตัวการโลกร้อนหลายร้อยตันสู่ชั้นบรรยากาศโลก
- ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ละลายจนหมดสิ้น
- ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในฝั่งทวีปยุโรปจะแห้งเหือดในฤดูร้อน
- ปรากฏการณ์เอลนีโญ่จะทวีความรุนแรง เกิดสภาวะอากาศวิปริตแปรปรวน
- พายุเฮอริเคนจะทวีความรุนแรงเป็นระดับ 6 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
- เมื่อโลกร้อนขึ้นอีก 3 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่า จะเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์
-- 4 ํ --
- แผ่นน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติกตะวันตก อาจละลายและจมหายไปในทะเล ส่งผลให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้ประเทศต่างๆ ได้รับความเสียหาย เช่น บังกลาเทศ และอียิปต์ ส่วนเมืองเวนิสทั้งเมืองอาจจมอยู่ใต้บาดาล
- แม่น้ำคงคาสายน้ำแห่งชีวิตของคนกว่าพันล้านคนในประเทศจีน เนปาล และอินเดีย จะเอ่อล้นท่วมครั้งยิ่งใหญ่ และจากผลพวงการละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ที่คาดว่าจะละลายหมดในปี 2578 จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ อาหาร และที่อยู่อาศัยตามมา
- ประเทศแคนาดาทางตอนเหนือจะกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
-- 5 ํ --
- แผ่นดินที่ไม่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ทางตอนเหนือและใต้ของโลก จะกลายเป็นเขตอบอุ่น และกลายเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในอนาคต
- มหานครของโลก เช่น ลอสแองเจลิส กรุงไคโร ลิมา และบอมเบย์ ที่เคยปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งบางช่วงเวลาจะไม่มีหิมะตกอีกต่อไป
- ผู้คนหลายสิบล้านคนจะกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย อันเนื่องมาจากสภาพอากาศและความขัดแย้ง อันเกิดจากการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ
-- 6 ํ --
- โลกของเราจะมีสภาพคล้ายคลึงกับยุคครีเตเซียส ซึ่งโลกมีอุณหภูมิสูงมาก เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 65-144 ล้านปีก่อน
- น้ำทะเลมีสีฟ้าใส เพราะไม่หลงเหลือวงจรห่วงโซ่อาหาร และสารอาหารในทะเลอีกแล้ว
- ทะเลทรายจะเข้ายึดครองพื้นที่ในทวีปต่างๆ ทั่วโลก
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองใหญ่ๆ เกิดภาวะอุทกภัยจนผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน
เมื่อเวลานั้นมาถึง...มนุษย์โลกจะเผชิญชะตากรรมอย่างไร!!
ขอบคุณ สนุก ดอท คอม ครับ


























