เรื่องเล่าจากนายแทมวงกลมของความรัก
ผมเป็นลูกคนจีนครับ ที่มีครอบครัวที่ยังยึดติดกับค่านิยมเดิมๆๆ ที่ต้อง แต่งงานมีลูกมีหลานเพื่อสืบทอดสกุล และเมื่อต้นปี 52 เพื่อนพ่อแม่ผมได้แนะนำให้ผมรู้จักกับผู้หญิงคนนึงที่คิดว่าจะเหมาะสมกับผม ก่อน อื่นขอบอกก่อนว่าผู้หญิงคนนี้ดีเพียบพร้อม และเหมาะกับทางครอบครัวผมมาก และแม่ผมก็รักเธอคนนี้มากและอยากได้เธอมาเป็นลูกสะใภ้มากๆๆ)
เราทั้งสอง คนก็ลองคบกันเพราะตอนแรกผมคิดว่า เราทั้งสองคนจะไปกันได้และผมจะสามารถ เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ แต่คบกันมาสักระยะนึง ผมรู้สึกว่ามันฝืนตัวเอง ผมเลยได้โอกาสก็เลยคุยกับฝ่ายหญิงถามความรู้สึกจนผมเองก็ตกใจ เพราะฝ่ายหญิงคิดกับผมมากกว่าเพื่อน ผมจึงต้องตัดสินใจบอกความจริงกับฝ่ายหญิงไป ว่าผมเป็นเกย์และไมสามารถรักเธอในแบบที่ผู้ชายคนนึงจะให้กับผู้หญิงได้
ตอนแรกเธอคิดว่าผมยังสามารถเยียวยาได้ จึงพากันไปหาหมอจิตแพทย์ ซึ่งจิตแพทย์ก็ไม่ได้ฟันธงซะทีเดียวว่าผมเป็นเกย์หรือไม่บอกเพียงแต่ว่าผม เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่กับตัวเอง คือไม่ได้บอกว่าผมเป็นเกย์ชัดเจน และสุดท้ายหมอก็แนะนำให้ผมกับผู้หญิงคนนี้ ลองคบกันไปดูเรื่อยๆๆๆ โดยที่ไม่ต้องให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมากดดัน และย้ำกับฝ่ายหญิงว่า ห้ามคาดหวังในเรื่องแนวนอนกับผมเพราะผมไม่ได้รู้สึกพิศวาทเสนห์หาในตัวฝ่าย หญิง คิดว่าเค้าเป็นกัลยาณมิตรที่ดีคนนึงเท่านั้น.....
ผมกับฝ่าย หญิงเราทั้งสองเลยหันหน้าคุยกัน ว่าจะเอายังไงผมเลยบอกยืนยันชัดเจนไปว่า "เราสองคนเหมาะที่จะคบกันแบบเพื่อน และอยากให้คุณกลับไปคิดดีๆๆ ว่าจะมีความสุขไหมถ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับผม ซึ่งไม่ปกติเหมือนผู้ชายแท้ๆๆทั่วไป เพราะถ้าคุณตกลงที่จะแต่งงานกับผม เกิดเลิกกันภายหลังคุณจะเสียหายและเราจะเจ็บกันมากกว่านี้ และจะมีผลกระทบมากกว่านี้ อย่างตอนนี้ทางบ้านผมยังไม่ได้ไปสู่ขอคุณเป็นทางการ มันจะเป็นการดีกว่าไหมถ้าเราสองคนจะห่างๆๆกันและคุณเป็นฝ่ายปฎิเสธผม ทุกอย่างมันจะดูโอเคกว่าไหม คุณจะได้ไปเจอกับผู้ชายดีๆๆที่เค้ารักคุณจริงๆๆ พร้อมดูแลคุณได้ดีกว่าผม"
หลังจากนั้นเราก็ห่างๆกัน จะมีก็ไปดูหนังกันบ้าง แต่ก็นานๆๆที จนมาถึงช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ ฝ่ายหญิงได้เกริ่นบอกกับผมว่า เค้าลองคิดดูแล้วเราสองคนน่าจะเป็นเพื่อน กันจะเหมาะกว่า แล้วเค้าเกริ่นกับพ่อแม่เค้าแล้วผมก็โอเคเราสองคนเลยคุย กันบ่อยขึ้นเพราะมีแนวคิดตรงกันแล้วในตอนนี้
วันวาเลนไทน์ที่ที่บ้านผม เริ่มสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีดอกไม้ไปให้ฝ่ายหญิงบ้างไรแบบนี้ ผมเลยทิ้งช่วงสักพักนึง ฝ่ายหญิงก็เชียร์ให้ผมเกริ่นกับพ่อแม่ทางฝ่ายผม เพราะทางเค้าเกริ่นเรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจเกริ่นกับพ่อแม่ผม แต่สุดท้ายไม่เป็นอย่างที่คิด คือแม่ผมเข้าใจผิด ว่าฝ่ายหญิงเป็นคนปฎิเสธผมและก็โทรไปโวยวายกับพ่อสื่อคนที่แนะนำให้รู้จัก กัน จนเกิดเรื่องใหญ่โตมาก และกลายเป็นปัญหาทั้งสองครอบคัรวที่พันอีรุงตุงนัง จนฝ่ายหญิงเผลอบอกความลับว่าผมเป็นอะไรกับพ่อแม่เค้า แล้วพ่อแม่เค้าก็ไปบอกกับพ่อสื่ออีกต่อนึง จนกระทั้งพ่อแม่ผมได้คุยกับพ่อสื่อจนรู้ความจริงและมาคาดคั้นกับผม ผมเลยต้องบอกความจริงกับพ่อแม่ผมไป ซึ่งพ่อแม่ผมเค้าก็ไม่ได้โวยวายไรมากบอกว่ารับได้แต่ยังพยายามให้ผมไปรักษา คือคิดว่ามันจะช่วยเยียวยาได้ และวันนึงพ่อแม่ผมก็เดินทางไปคุยกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง กับตัวฝ่ายหญืง ซึ่งพ่อแม่ผมก็ได้รับคำยินยันจากฝ่ายหญิงว่าผมไม่ได้เป็นเกย์ เพราะเคยไปพบหมอมาด้วยกันยืนยันว่าตัวผมไม่ได้เป็นเกย์ และบอกว่าผมเป็นเหมือนคนที่สับสนทางเพศไรหลายๆๆอย่าง และชอบมีโลกส่วนตัว เค้า เลยคิดว่าผมยังไม่ใช่เกย์ 100% ยังสามารถที่จะดึงผมให้กลับมาเป็นคนปกติได้ ส่วนครอบครัวฝ่ายหญืงเค้า บอกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมคือ ให้ผมไปรับการบำบัดจนหายแล้วค่อยมาว่ากันต่อ
ตอนนี้ผมเลย รู้สึกอึดอัดมากคือพ่อแม่ผมไม่เชื่อว่าผมเป็น และยังคงคาดหวังในตัวผมมาก ที่อยากจะให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ให้ได้ จนถึงขั้นที่ว่า คือถ้าผมไม่แต่ง ไม่สามารถมีลูกสืบทอดสกุลได้ ทุกอย่างทรัพย์สินสมบัติทุกอย่าง มรดกทุกอย่าง จะตกเป็นของน้องชายผมทันที โดยที่ผมจะไม่ได้อะไรเลยสักอย่างเดียว ผมก็เลยคิดว่าสุดท้ายปากเค้าที่บอกว่ารับได้แต่จริงๆๆแล้วไม่ใช่ครับ คือเค้ายังมีความหวังว่าผมจะหายจากการเป็นโรคเกย์ หรือไรก็แล้วแต่ที่เค้าเข้าใจ คือผมไม่รู้จำทำไงแล้วครับ ผมทำไปหมดทุกอย่างแล้ว บอกความจริงกับฝ่ายหญิง แล้วเรื่องยังเลยเถิดจนพ่อแม่รู้ความจริง แต่สุดท้ายเหมือนที่ผมทำมาไม่มีความหมายไรเลยครับ ไม่มีใครเข้าใจเจตนาผมที่ผมไม่อยากทำร้ายผู้หญิงคนนึง และครอบครัวของเค้า เพียงเพื่อความต้องการของครอบครัวผม ซึ่งผมยอมแบกรับความกดดันไว้ที่ตัวผมเองคนเดียว แต่ไม่มีใครเข้าใจ เพราะสุดท้ายตัวผมเองรู้ดีที่สุดครับว่าตัวผมเป็นอะไร และเพราะอะไรถึงแต่งงานไม่ได้แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ
คือทุกวันนี้อึดอัด มากครับ ผมอยู่บ้านก็เหมือนไม่ใช่ตัวของตัวเองทุกอย่างต้องผ่านบุพการี เหมือนเป็นนกในกรง คิดว่าจะเป็นการดีไหมครับ และจะเป็นการบาปต่อบุพการีไหมครับถ้าผมจะทิ้งทุกอย่างและออกไปใช้ชีวิตคน เดียว ซึ่งผมกะว่าถ้าจะไปจริงๆๆผมคงต้องพูดให้ฝ่ายหญิงเข้าใจอีกครั้งและผมถึงค่อย ไป คือเพราะถึงอยู่ไปผมก็ไม่มีค่าในสายตาของครอบครัวอยู่ดี คงเหมือนกาฝากในบ้านเค้าตัวนึงเท่านั้นครับ
ที่มา http://www.palm-plaza.us/CCforum/DCForumID3/4552.html?r=28
แนะนำโซเชียลของนักเขียน



















.jpg)


